SMEs Case Study บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารสุนี จำกัด #การปรับปรุงวิธีการทำงาน เพื่อลดต้นทุนการผลิต

9 December 2560

ความเป็นมาของกิจการ/แรงบันดาลใจ

เริ่มก่อตั้งกิจการ “หจก.ผลิตภัณฑ์อาหารแม่สุนี” เมื่อปี พ.ศ. 2539 เป็นโรงงานผลิตและแปรรูปอาหารประเภทแหนมปลากราย และได้ดำเนินการเปลี่ยนเป็น “บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารสุนี จำกัด” เมื่อปี พ.ศ. 2548 เพื่อพัฒนามาตรฐานองค์กรให้เป็นสากล ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในการแปรรูปเนื้อปลา นำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และมีหลายรสชาติ เช่น แหนมปลากราย ไส้กรอกห่อหมกปลากราย ไส้กรอกปลารสผัดกะเพรา ไส้กรอกปลาค้อกเทล และไส้กรอกปลายอผสมพริกไทยดำ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการทำ บา–บี–คิว ไส้กรอกปลาภายใต้ยี่ห้อ แม่สุนี และ SUNEE BRAND รวมถึงยังเป็นสินค้า OTOP จังหวัดนครราชสีมา และได้รับคัดสรรในระดับ OTOP TO THE WORLD รวมถึงรางวัลประกันคุณภาพความอร่อยจากเชลล์ชวนชิม

แหนมปลากรายแม่สุนี เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง ได้รับเชิญไปออกรายการ TV หลายช่อง เช่น รายการบ้านเลขที่ 5 ช่วง นานาอาชีพ รายการลุงยุ้ยลุยสวน ตอน อาชีพใหม่ ทอดแหนมปลากรายขาย รายการสู้แล้วรวยตอนช่องทางสร้างเงินล้าน รวมถึงหนังสือพิมพ์ POST TODAY หนังสือทำแล้วรวย หนังสือคู่มือธุรกิจแฟรนไชส และอื่นๆ อีกจนถึงปัจจุบัน

และได้เข้าร่วมโครงการของกรมพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีหัวข้อว่า…

“การแก้ไขความสูญเสียในส่วนของกระบวนการที่ไม่จำเป็น (Unnecessary Processing) ด้วยการปรับปรุงวิธีการทำงาน เพื่อลดต้นทุนการผลิต”

วัตถุประสงค์

ปรับปรุงวิธีการทำงาน เพื่อลดต้นทุนแรงงานที่ใช้ในการผลิตของหน่วยงาน

รายละเอียดการผลดำเนินงาน

เมื่อตอนเริ่มกิจการ การผลิตแหนมต้องใช้กำลังแรงงานคนในการตักแหนมบรรจุถุง ชั่งน้ำหนักและมัดด้วยยางวง สามารถผลิตได้ 800 ชิ้นต่อคนต่อวันทำการ ซึ่งเฉลี่ยค่าแรง 180 บาทต่อวัน

ในเวลานั้นต้นทุนในการผลิตต่อชิ้นเท่ากับ 0.23 บาท ซึ่งบริษัททำการผลิต 60,000 ชิ้นต่อวัน และต้องใช้คนงานถึง 75 คนในการผลิต

มูลค่าค่าแรงที่ต้องจ่ายต่อวันคือ 75 x 180 =13,500 บาทต่อวันทำการ

แต่เนื่องจากการใช้กำลังคนงาน ซึ่งมีการลาป่วย ลากิจ มาสาย เป็นประจำ

ทำให้ปริมาณการผลิตไม่คงที่ตามความต้องการ และส่งผลถึงการสูญเสียลูกค้าบางรายไป เนื่องจากไม่สามารถส่งมอบตามกำหนด

วิธีการดำเนินงานแก้ไขปัญหา

ทางบริษัทจึงได้นำเครื่องจักรที่สามารถอัดบรรจุตามน้ำหนัก  และคลิปหัวคลิปท้ายได้ มาบรรจุแหนมแทนการใช้แรงงานคน ซึ่งช่วยลดจำนวนคนงานที่มากเกินความจำเป็นลงได้อีกด้วย

ผลที่ได้รับ

ซึ่งเมื่อนำเครื่องจักรมาช่วยในกระบวนการผลิตดังกล่าว สามารถผลิตได้ปริมาณตามที่ต้องการ และลดจำนวนคนงานได้ 69 คน เนื่องจากเครื่องจักรที่นำมาใช้ทดแทนแรงงานคนนั้นจำเป็นต้องใช้คนงานควบคุมเครื่องจักร เครื่องจักรละ 2 คน ทั้งหมดจำนวน 2 เครื่อง จึงใช้พนักงานเพียง 4 คน และมีพนักงานสำรองไว้อีก 2 คน ดังนั้นจึงใช้พนักงานรวมทั้งหมดในส่วนนี้เพียง 6 คน เท่านั้น (เดิมใช้คนงานในส่วนนี้ 75 คน) คิดเป็นมูลค่าการลดความสูญเสียของกระบวนการที่ไม่จำเป็นเท่ากับ 3,875,040 บาท/ปี

ทำให้ลดค่าแรงได้ถึง 322,920 บาทต่อเดือน ; 69 คน * 180 บาทต่อวัน *26 วันทำการ

ขอบคุณกรณีศึกษาดีดีจาก: https://bsc.dip.go.th/th/category/case-all/sm-smecaststudy08-3

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ